5 เทคนิคการลาออกอย่างมีชั้นเชิง

5 เทคนิคการลาออกอย่างมีชั้นเชิง หลายคนอาจจะบอกว่า รู้แล้วน่าว่า จะลาออกต้องทำอย่างไรบ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าลาออกสักที ไม่รู้จะทำยังไงดี บทความนี้จะเปิดเผยเทคนิคสำหรับการลาออก ที่หลายคนอาจมองข้ามไป เพื่อคนที่อยากลาออกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเพื่อไปหางานใหม่ทำ หรือการลาออกไปตั้งตัวเป็นเจ้าของกิจการ ลองมาดูกันครับ

1. เปิดใจให้กว้างเสียก่อน

คนเราควรเปิดใจให้กว้าง คือต้องไม่ไปคิดว่า ความสำเร็จที่เราฝันจะเป็นไปไม่ได้ คนเรามักเลื่อนความสำเร็จ โดยมีข้อจำกัดทางจิตใจ อย่างเช่น เรื่องทุน หลายคนคิดว่าการลาออกจะต้องใช้เงินทุนเยอะมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อยากออกไปทำกิจการส่วนตัว มักจะคิดว่า ต้องมีเงินทุนก่อนถึงจะลาออกได้ ยิ่งคนที่คิดว่าอยากจะมีกิจการใหญ่โต ถ้ายิ่งรอสะสมเงินทุนก็ยิ่งไม่ได้ลาออกกันพอดี เราต้องเปิดใจก่อนว่า ไม่ต้องมีเงินทุนมากก็ลาออกได้ ถ้าเรามีแผนการที่ชัดเจน

ยกตัวอย่างนะครับ หลายคนบอกว่าอยากลาออกมาเล่นหุ้นอย่างเต็มตัว เพราะชอบเล่นหุ้น แต่ติดตรงที่ต้องมีเงินมากๆถึงจะลาออกมาเล่นได้ จริงๆแล้วถ้ารัก และชอบการเล่นหุ้นจริง ลองใช้เงินก้อนเล็กๆ หรือลองไปสมัครที่โบรกเกอร์ ดูก่อนไหม ผมคิดว่ามันยังดีกว่าทำงานที่ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบแล้วทรมานใจนะครับ

การไปลองเป็นโบรกเกอร์นี้ ยังบอกได้อีกอย่างนะครับ ว่าจริงๆแล้วชอบเล่นหุ้นหรือเปล่า หรือแค่คิดว่าเล่นหุ้นแล้วมันสบายเลยกันแน่ บางทีถ้าเราลองไปทำดูอย่างจริงจัง เราจะรู้ว่าเราชอบหรือไม่ และมันใช่สำหรับเราหรือเปล่า ไม่ลองไม่รู้ครับ บางสิ่งเรามองจากภายนอก อาจจะสวยหรู แต่แท้จริงแล้วเราอาจจะไม่ชอบก็ได้

ดังนั้นลองเปิดใจครับว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ เราสามารถมีความสุขได้เลยตอนนี้ อย่าเสียเวลารอมากนัก มันต้องมีสักทางที่ทำให้เรามีความสุขได้

2. วางแผนให้ชัดเจน

การลาออกมาโดยไม่มีความชัดเจน หรือลาออกมาเพราะความเบื่อ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะยิ่งลาออกมาในสภาพแบบนี้ เราจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า ยิ่งเคว้งคว้างไร้จุดยืน ดังนั้นก่อนลาออกต้องมีการวางแผนให้ชัดเจนก่อนว่า เราจะทำอะไรหลังลาออก อย่างเช่น อยากเปิดบริษัทของตัวเอง อยากเปิดบริษัท ทำอะไร ต้องใช้เงินเท่าไร ต้องมีพนักงานกี่คน จะหาลูกค้าจากไหน หรือ อยากออกมาเป็น freelance จะรับงานอะไรบ้าง จากแหล่งไหนบ้างเป็นต้น ถ้ามีความคิดอะไรสักอย่างแล้ว ให้เขียนออกมาเป็นแผนการ แล้วลองทบทวนหลายๆรอบดูก่อนที่จะ… ลงมือทำ

อย่าคิดว่า ออกมาเที่ยวก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรเด็ดขาด น้อยคนนักที่ออกมาเที่ยวแล้วจะคิดออก ส่วนมากจะเสพติดการเที่ยวเสียอีก เพราะเที่ยวมันสนุกสบาย การเที่ยวมันก็ดีจริงอยู่ ถ้าอยากเที่ยว อย่าเที่ยวนานนัก เที่ยวแค่ไม่เกิน 10  วันก็น่าจะพอแล้ว ไม่เช่นนั้น เราจะหมดไฟเสียเอง

ผมเห็นตัวอย่าง ของคนที่ลาออกแล้วมาเที่ยวเป็นเดือนๆ ส่วนมากไม่พ้นกลับไปทำงานแบบเดิมครับ ดังนั้น การวางแผนที่ชัดเจนสำคัญมาก ไม่ว่าตอนออกมาทำตามแผนนั้นจะสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยเราก็ไม่ล่องลอย ได้ลองทำสิ่งที่คิดดู ถ้าไม่สำเร็จเราก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ โดยไม่ต้องไปยึดติดกับแผนการแรกที่เคยล้มเหลว ถ้ารู้ว่าแผนนั้นมันไม่เวิร์คจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่ายอมแพ้เสียกลางคัน

เราจะรู้ตัวว่า นี่เรากำลังท้อแท้ หรือว่า แผนมันไม่เวิร์คได้จากใจของเรา ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย หรือไม่อยากทำแปลว่าเรากำลังท้อแท้ แต่ถ้าเราใจสู้ แต่เริ่มเห็นว่า มันยังไม่ใช่ที่ต้องการ แปลว่าแผนนี้ อาจจะยังไม่ใช่ ให้ทบทวนและวางแผนใหม่ได้เลย

3. ทดลองลาออกดู

หาจะบ้าเหรอ !!?? หลายคนอาจจะอุทาน ทดลองได้ยังไง ? แต่มันทดลองได้จริงๆครับ ลองใช้วันหยุดสุดสัปดาห์มาทดลองดู หรือใช้วันลาพักร้อน ลามาลองลาออกก็ได้ครับ ลองทำตัวราวกับว่าถ้าเราลาออกมา เราจะมีกิจกรรมอะไรในวันนั้นบ้าง จะต้องทำอะไรบ้าง เป็นการซ้อมไปในตัว แล้วก็เป็นการเริ่มสร้างกิจการทีละเล็กละน้อยไปในตัวด้วย จริงๆแล้วในหนังสือ All in Startup เคยบอกไว้ว่า ไม่ว่าจะเริ่มทำอะไรก็ตาม ให้ลองทำตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ด้วยการลงทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งลงทุนเยอะมาก เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเวิร์ค อะไรจะไม่เวิร์ค แต่ถ้าทดลองแล้วเวิร์ค ก็เดินหน้าลุย หรือลาออกได้เลย

การทดลองลาออกยังช่วยให้เรา พิจารณาสิ่งที่เราคิดจะทำตอนลาออก ให้ถี่ถ้วนด้วย การได้ลองทำดูจะเป็นบการพิสูจน์ว่า จริงๆแล้วเราต้องการทำแบบนี้หรือไม่ หรือเป็นไปตามกระแสนิยมกันแน่ ถ้ามันใช่จริงๆ เราก็มีแนวโน้มว่าจะมีความสุขมากขึ้นหลังลาออก แต่ถ้าไม่ใช่เราก็ยังมีโอกาสแก้ตัวคิดใหม่ ทำใหม่ก็ได้

4. พัฒนาตัวเอง

ยิ่งอยากลาออก ไม่ว่าจะเปลี่ยนงาน หรือสร้างกิจการ ก็ต้องยิ่งพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพัฒนาตัวเองในสมัยนี้มีหลายช่องทาง ตั้งแต่อ่านหนังสือ ดูวีดีโอเทรนนิ่ง ออกไปสัมมนา ออกไปเรียนเพิ่มเติม ก็ยังได้ แต่ข้อควรระวังก็คือ อย่าเสพติดกับการอ่าน การดู การสัมมนามากจนเกินไป เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนเราจะพัฒนาตัวเองได้จากการลงมือทำ มากที่สุด

การพัฒนาตนเองนั้น ไม่ใช่ว่าอ่านหนังสือ ทำตามแล้วมันจะสำเร็จ การพัฒนาตนเองต้องมีเป้าหมายด้วย อย่างเช่น ถ้าตอนนี้เราหนัก 65 กิโลกรัม แล้วเรามีเป้าหมายคือการมีสุขภาพดี น้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม เราก็จะต้องพัฒนาตนเองด้วยการลดน้ำหนัก ด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพราะเรามีเป้าหมายว่าสุขภาพดีด้วย หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง คือ อยากพัฒนาตนเองให้พูดได้หลายภาษา เราก็ต้องตั้งเป้าหมายว่า เอาล่ะปีนี้ เราจะเรียนภาษาญี่ปุ่น ฝึกพูดภาษาญี่ปุ่นนะ แล้วก็ทำตามเป้าหมายนั้น

ถ้าไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง มันก็ยากที่จะบอกว่า เรามีอะไรพัฒนาขึ้นบ้างจากก่อนหน้านี้ เพราะเราไม่สามารถวัดผลได้ อย่าลืมนะครับ ถึงแม้เป็นเรื่องการพัฒนาตนเองก็ต้องมีเป้าหมาย ไม่เช่นนั้นเป้าหายแน่นอนครับ

5. อย่าติดค้าง

ถ้าคิดจะลาออกแน่นอนแล้ว ได้ทดลองในสิ่งที่จะทำจนแน่ใจแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวต้องบอกลากันสักที แต่ก่อนที่เราจะบอกลา เราควรจะจัดการเรื่องงานของเรา ที่อยู่ในองค์กรเดิมให้เรียบร้อย และพร้อมจะถ่ายทอดให้คนที่จะมาทำงานต่อจากเราก่อน แล้วเราจึงค่อยโบยบิน จะได้ไม่มีใครคอยโทรตาม โทรถามอะไรให้เราลำบากใจที่จะตอบในภายหลัง

โดยเฉพาะงานที่ค้างคา ให้เราจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เพื่อให้คนที่จะมาแทนเราได้ทำต่อ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ปิดงานชิ้นที่ค้างอยู่ให้จบ และพอมีงานใหม่มา ก็บอกหัวหน้าว่าให้คนที่จะอยู่ต่อทำดีกว่า แล้วเราคอยช่วยเป็นตัวเสริม ถือเป็นการส่งต่องานไปในตัว

อย่าลาออกด้วยจิตที่คิดแค้น ถ้าเราลาออกเพราะความโกรธ เราก็จะจมอยู่ในกองเพลิงของความโกรธนั้น เราควรจะลาออกเพราะเราอยากจะทำสิ่งอื่นที่เรามีความสุขและใช่สำหรับเรามากกว่านี้

ครบ 5 ข้อแล้วนะครับ หวังว่าหลายท่านที่คิดจะลาออกตอนนี้ จะได้ไอเดีย และกำลังใจในการลาออกบ้างนะครับ ผมขอเอาใจช่วยทุกท่าน ให้เดินทางลาออกอย่างสวัสดิภาพนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *